ข่าวธุรกิจ เศรษฐกิจดิ่งจริง สภาพัฒน์คาดทั้งปีติดลบ5-6%
เศรษฐกิจ

ข่าวธุรกิจ เศรษฐกิจดิ่งจริง สภาพัฒน์คาดทั้งปีติดลบ5-6%

Spread the love
          ข่าวธุรกิจ ซึ่งสภาพัฒน์ก็ทำการประกาศเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกได้มีการติดลบ 1.8 เปอร์เซ็น ทั้งปีดิ่งลบ 5-6 เปอร์เซ็น

         นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นเลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและก็สังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือว่า สภาพัฒน์ฯ ก็ได้เปิดเผยเอาไว้ว่า ด้านเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี พ.ศ.2563 ขยายตัวมีการติดลบ 1.8เปอร์เซ็น

          ซึ่งสำหรับในการเศรษฐกิจของปี พ.ศ.2563 ก็ได้มีการคาดไว้ว่าจะขยายตัวติดลบ 5-6%จะ มีค่ากลางอยู่ที่ลบประมาณ 5.5% ก็ได้อยู่ภายในเงื่อนไขโดยCOVID-19ได้มีการระบาดไม่เกินไตรมาส 2 ปีนี้ แล้วก็ในการผ่อนคลายไตรมาสเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาส 2 และการท่องเที่ยวได้กลับมาได้ปลายปีนี้ เมื่อได้มีการเทียบกับคาดการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้เมื่อเดือน กุมภาพันธ์. พ.ศ.2563 ทำการคาดไว้ว่าจะขยายตัวได้ 1.5-2.5เปอร์เซ็น

“ถ้าหากว่าปัจจัยในการเปลี่ยนไปจากนี้ อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้ลบมากหรือน้อยกว่านี้ได้” นายทศพร ได้กล่าวเอาไว้

เพราะทั้งนี้สาเหตุจากสถานการณ์ผลกระทบการระบาดเชื้อไวรัสของโควิด-19 มีผลกระทบกับเศรษฐกิจขั้นรุนแรงอย่างมากๆ ทางด้านในการท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก การใช้จ่ายภาครัฐล่าช้าการขยายตัวติดลบ และก็การลงทุนของภาคเอกชนก็ได้มีการขยายตัวติดลบอย่างเช่นกัน ได้มีการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้แต่ขยายตัวได้มีการลดลงจากไตรมาสก่อนหน้านี้

นายทศพร กล่าวถึงในการบริหารของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจเพราะว่าในช่วงที่เหลือของปี 2563 ก็ควรจะให้ความสำคัญกับ การประสานนโยบายการเงินการคลังเพื่อจะประคับประคองทางด้านของเศรษฐกิจในช่วงการลดลงอย่างขั้นรุนแรงของรายได้จากการท่องเที่ยว แล้วก็เศรษฐกิจและปริมาณในการค้าของโลก รวมไปถึงเพื่อจะมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของกิจกรรมทางด้านของเศรษฐกิจ และเป็นการเพื่อจะสร้างความมั่นใจให้ว่าภาคธุรกิจที่ได้มีความพร้อมในการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายหลังจากการระบาดของเชื้อไวรัสโรคโคโรน่า และก็เงื่อนไขข้อจำกัดต่อในการขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่อนคลายลง นั่นเอง!

ศบค.เผยไทยพบป่วยโควิดใหม่ 3 ราย พบผู้ป่วยสองรายทำงานที่เดียวกันในกทม.

โฟกัสโรคหน้าฝน โควิด-ไข้หวัดใหญ่-ไข้เลือดออก

ซึ่งในการผ่อนคลายมาตรการปิดสถานที่และก็ข้อจำกัดในการออกเดินทางควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการปกป้องและก็ควบคุมในการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรัดกุม และได้ดำเนินมาตรการอย่างเพิ่มเติมจะเป็นการเพื่อสนับสนุนให้พฤติกรรมสำหรับในการประกอบกิจกรรมด้านเศรษฐกิจของเหล่าประชาชนและก็ในส่วนภาคธุรกิจสามารถปรับตัวให้เข้าสู่ระดับใกล้เคียงกับภาวะปกติ รวมทั้งจะสามารถปรับตัวให้มีการสอดคล้องกับมาตรการของการควบคุมและการป้องกันการระบาดของภาครัฐ แล้วจะมีการปรับเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ได้เกิดจากการระบาดของโรคโควิด-19

ในการที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภาคในการส่งออกสินค้าเพื่อจะไม่ให้การส่งออกและก็การผลิตภาคอุตสาหกรรมให้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงมากเกินไป รวมไปถึงเพื่อช่วยลดผลกระทบจากการลดลงของรายได้จากการท่องเที่ยว โดยจะให้ความสำคัญกับกลุ่มสินค้าที่ได้รับจากผลประโยชน์จากมาตรการกีดกันทางการค้าในช่วงที่ได้ผ่านมาและก็ได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้ความต้องการสินค้าบางรายการปรับตัวเพิ่มขึ้น

เพราะว่าในการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้ของกรอบต่างๆ ของภาครัฐ จะประกอบไปด้วย การเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับรายจ่ายประไจำปีงบประมาณ 2563 ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 90.2เปอร์เซ็น ในของวงเงินงบประมาณ โดยจะมีการเบิกจ่ายรายจ่ายอย่างประจำและก็รายจ่ายได้ลงทุนได้อย่างไม่ต่ำกว่า 99.0เปอร์เซ็น และก็ 55.0% เรียงตามลำดับ, เพราะว่าในการเบิกจ่ายของงบประมาณเหลื่อมปีไม่ต่ำกว่า 90.0เปอร์เซ็น, เพราะว่าการเบิกจ่ายงบในการลงทุนรัฐวิสาหกิจไม่ต่ำกว่า 75.0% และก็การเร่งรัดในการจะเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้กรอบพระราชกำหนดให้มีอำนาจกระทรวงของการคลังได้กู้เงินเพื่อไปแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูทางด้านเศรษฐกิจและก็สังคม ที่จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโรคติดโคโรนา 2019 นั่นเอง

ในการขับเคลื่อนของการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจภายใต้พระราชกำหนดก็ได้ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อจะมีการไปแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูทางเศรษฐกิจและสังคมฯ ได้ควบคู่กันไปกับการขับเคลื่อนการสร้างศักยภาพของการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาวภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและกรอบงบลงทุนรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง

การเตรียมการรองรับความเสี่ยงสำคัญ ๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีและในระยะปานกลาง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *